บทความเรื่อง “วงจรอุบาทว์การรับน้อง ว่าด้วยการเมืองเชิงวัฒนธรรม”สามารถสะท้อนมุมมองกับเหตุการณ์ที่เกิดในปัจจุบันกับทฤษฏีต่างๆได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะมีประเด็นที่เชื่อมโยงกับทฤษฏีชนชั้นของNeo-Marxistที่สามารถอธิบายได้ดังนี้
โดยอภิชาต พงษ์สวัสดิ์
1.การรับน้อง มีภาพไม่ต่างกับการที่ “น้องใหม่” เป็นชนชั้นแรงงานตามคำอธิบายของ ลัทธิมากซ์ ชนชั้นแรงงาน (ชนชั้นกรรมาชีพหรือกรรมกร)
รวมไปถึงทุกคนซึ่งหารายได้เพื่อดำเนินชีวิตโดยการขายแรงงานของตน
และได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้างหรือเงินเดือนสำหรับเวลาทำงาน
พวกเขามีทางเลือกน้อยมากนอกจากจะต้องทำงานเพื่อแลกกับเงิน
เพราะไม่สามารถมีหนทางเสรีในการมีชีวิตอยู่ได้ เปรียบได้คือ “น้องใหม่”
คือแรงงานของ “รุ่นพี่”และมหาวิทยาลัยฯ ทั้งงานที่อยู่ในรูปแบบที่รุ่นพี่กำหนดขึ้นมา
ไม่ว่างานในระดับคณะที่รุ่นพี่เป็นผู้บริหารผ่านสโมสรนักศึกษา หรือ
งานในระดับมหาวิทยาลัย ที่มีรุ่นพี่เป็นองค์การนักศึกษาเช่นเดียวกัน แรงงานรุ่นน้องเหล่านี้ขายแรงงาน
เพื่อได้ค่าตอบแทนในรูปแบบ เครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ หรืออย่างน้อยที่สุดเพื่อยึดโยงตนเองเข้ากับสถาบันที่สังกัด
เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเป็นคนชายขอบของสังคม
ระบบจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกันทำให้รุ่นน้องเหล่านี้ไม่มีทางเลือกที่จะไม่ใช้แรงงานในคณะและสาขาได้เลย
เพราะระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยวางกรอบให้นักศึกษาต้องลงทะเบียนร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นในสาขาเท่านั้น
แรงงานเหล่านี้จึงยากที่จะมีหนทางเสรีอยู่ได้ทั้งในด้านความคิด
และการแสดงออกในเชิงปัจเจก
2.เมื่ออธิบายได้ว่า คนกลุ่มหนึ่ง ใช้แรงงานคนกลุ่มหนึ่ง และ มีผลกำไรอย่างมั่งคั่งที่ไม่ได้มาจากแรงงานของตนเองมากเท่ากับผลกำไรที่จัดสรรมาจากกรรมกร
นั้นเท่ากับรุ่นพี่ เป็นชนชั้นคนรวย ที่มาจากการขูดรีด “รุ่นน้อง” ปรากฏการณ์ นี้อธิบายได้จากการการที่
รุ่นพี่ มีต้นทุนทางสังคมภายในมหาวิทยาลัยเหนือรุ่นน้อง รุ่นน้องจึงเป็นแค่แรงงาน
ที่ต้องโดนขูดรีดผ่าน เช่น การบริจาคเงินให้รุ่นพี่ทำกิจกรรมต่อๆไป
การบังคับซื้อเสื้อรุ่น และสุดท้ายรุ่นพี่ก็เป็นนายทุนที่สะสมทุน
โดยใช้ทุนนั้นขูดรีดรุ่นน้องทั้งในปัจจุบันและอนาคตต่อไปดังนั้น รายได้ของนักทุนนิยม(รุ่นพี่)จึงตั้งอยู่บนการขูดรีดเหล่ากรรมกร
(ชนชั้นกรรมาชีพ)
3.ชนชั้นทางสังคมระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นนายทุนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นแรงงาน
มากซ์
ชี้ว่าสมาชิกของชนชั้นในสองชนชั้นหลักนี้มีผลประโยชน์ร่วมกัน
ชนชั้นหรือผลประโยชน์ร่วมกันของชนชั้นหนึ่งขัดแย้งกับชนชั้นหรือผลประโยชน์ของอีกชนชั้นหนึ่งทั้งหมด
จึงหมายความว่า ความขัดแย้งนี้เป็นความขัดแย้งของสมาชิกแต่ละคนในชนชั้นที่แตกต่างกันด้วยเช่นเดียวกัน